แจกแพลน! เที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง 4 วัน 3 คืน งบ 13K
ในบทความนี้ just•roamaround ขอพาเพื่อน ๆ ออกเดินทางไป “ชิงเต่า” Qingdao เมืองจีนที่บรรยากาศต่างออกไปจากที่คนไทยหลายคนคุ้นเคย มีกลิ่นอายของความเป็นเยอรมัน ญี่ปุ่น และจีนผสมเข้ากันอย่างลงตัว ด้วยความที่เป็นแผ่นดินใหญ่ ความหลากหลายของจีนจึงมาเหนือกว่าใคร อย่างที่ใครหลายคนมักพูดเสมอว่า “ไปจีนซ้ำได้ทั้งชีวิตเพราะมีอะไรแปลกตา แปลกใจ ให้ได้สัมผัสอยู่เสมอ”
ใครที่กำลังมีแพลนไปเที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง หรือ ยังไม่แน่ใจว่าจะไปเที่ยวเมืองชิงเต่าดีไหม วันนี้ just•roamaround ขอแชร์ประสบการณ์เที่ยวชิงเต่าพร้อมแจกแพลนเที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง 4 วัน 3 คืน งบ 15K ที่มือใหม่หัดเดินทางก็สามารถทำตามได้แน่นอน ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เราออกเดินทางในช่วงกลางเดือนเมษายน
เที่ยวชิงเต่า สัมผัสเมืองชายฝั่งของจีน ที่ยังคงเสน่ห์ความเป็นยุโรป
ชิงเต่า (青岛 / Qingdao) คือเมืองชายทะเลในมณฑลซานตง (Shandong) ทางภาคตะวันออกของจีน ที่แม้จะเป็นเมืองของจีนแท้ ๆ แต่กลับให้ฟีลยุโรปไปทั่วทั้งเมือง เพราะที่นี่เต็มไปด้วยอาคารสไตล์เยอรมัน โบสถ์หลังคาแดง และถนนที่เรียงรายไปด้วยต้นสนสวยงามในแบบสไตล์ของยุโรป
เรื่องราวความเป็นมาของเมืองนี้เริ่มต้นในปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อจักรวรรดิเยอรมันบีบให้ราชวงศ์ชิงของจีนเซ็น “สัญญาเช่าอ่าวเจียวโจว” ในปี ค.ศ. 1898 ทำให้ชิงเต่าและพื้นที่โดยรอบตกเป็นเขตเช่าของเยอรมันนานถึง 99 ปี เยอรมันเข้ามาวางผังเมืองใหม่อย่างเป็นระเบียบ ก่อสร้างอาคารสไตล์บาวาเรีย ตั้งโรงเบียร์ขึ้นในปี ค.ศ. 1903 และพัฒนาท่าเรือจนชิงเต่ากลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญในภูมิภาค
จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ. 1914 เยอรมันพ่ายแพ้ เมืองก็เปลี่ยนมืออีกครั้งไปอยู่ในการครอบครองของญี่ปุ่น ก่อนจีนจะยึดคืนมาได้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และพัฒนาเมืองนี้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนในทุกวันนี้ ชิงเต่าถือเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจชั้นนำของจีน เป็นฐานทัพเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติอีกด้วย
สิ่งที่หลงเหลือจากยุคอาณานิคมเยอรมันจนถึงปัจจุบันคือสถาปัตยกรรมที่ยังคงยืนหยัดอยู่ทั่วเมือง โดยเฉพาะ ย่านปาต้ากวน (八大关) ที่รวบรวมอาคารกว่า 300 หลังในสไตล์หลากหลาย ทั้งเยอรมัน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น รวมอยู่ในที่เดียว บวกกับ “เบียร์ชิงเต่า” (Tsingtao Beer) มรดกตกทอดจากสูตรต้นตำรับเยอรมัน ที่วันนี้กลายมาเป็นเบียร์แห่งชาติของจีนและส่งออกไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลกแล้ว
ด้วยเหตุนี้เองชิงเต่าจึงได้รับฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออก” ตะวันออกที่มีฉากเป็นเมืองอันสวยงาม หลากหลาย หอมกลิ่นอาหารทะเลสด เบียร์เย็น ๆ คลอไปกับเสียงคลื่นซัดชายหาดเป็นเพลงประกอบอยู่ตลอดเวลา

เที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง | Day 01
เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ – เปลี่ยนเครื่องที่กว่างโจว – สนามบินนานาชาติชิงเต่า เจียวตง
ในทริปนี้เริ่มออกเดินทางในช่วง 1 ทุ่ม เพื่อไปรอเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินกว่างโจว แม้ว่าในปัจจุบันจะมีไฟลต์บินตรงไปยันชิงเต่าแล้ว แต่ด้วยงบที่จำกัดทำให้ทริปครั้งนี้การเลือกเดินทางด้วยวิธีต่อเครื่องจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุด

การเดินทางในครั้งนี้เลือกเดินทางกับ China Southern Airlines ทั้งหมดตลอดทริป ซึ่งเป็นสายการบินแบบฟูลเซอร์วิส (Full-Service) สัญชาติจีนที่มีเที่ยวบินแน่นมาก
อีกทั้งยังให้น้ำหนักกระเป๋าโหลดใต้เครื่องฟรี 23 กก. พร้อมเสิร์ฟอาหารและของว่าง เรียกว่าคุ้มสุด ๆ สำหรับราคา 6,XXX ที่กดได้มาในช่วงเช้าก่อนวันเดินทางล่วงหน้า 3 เดือน ผ่านแอพ Trip.com (ใครอยากได้ราคาตั๋วดี ๆ ก็ลองใช้เคล็ดไม่ลับนี้ของเราดูได้)

อาหารมื้อแรกบนเครื่องเราเลือกเป็นซอสเซจ ใน 1 ชุดจะมีอาหารหลัก โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ขนม และผลไม้ โดยเพื่อน ๆ สามารถเลือกเครื่องดื่มที่ชอบได้เลย สายการบินนี้มีทั้งไวน์ขาว-แดง น้ำอัดลม น้ำผลไม้
💡ข้อแนะนำจาก just•roamaround แนะนำให้กินโยเกิร์ตเป็นอย่างแรก เพราะเวลาที่เราไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองอาจเสี่ยงท้องเสียได้ การกินโยเกิร์ตของประเทศที่จะไปก่อนอาหารอื่น ๆ จะช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่งเลย
ขั้นตอนการเปลี่ยนเครื่องไปชิงเต่าที่กวางโจว

เรามาถึงสนามบินกว่างโจวตอนเกือบเที่ยงคืน ตรงเวลาตามแผนการเดินทางไม่มีเลท ที่สำคัญโชคดีมากเที่ยวนี้แม้ฝนตกแต่ไม่ตกหลุมอากาศเลย
- มาถึงก็เดินไปที่จุดตรวจตม. เพื่อเข้าประเทศจีน
- ผ่านตม. เสร็จให้เดินไปรอที่บริกเวณ Domestic Transfer
- รอเจ้าหน้าที่เรียกเพื่อเข้าไปรอหน้า Gate อีกที (จุดนี้จะต้องผ่าน Security เหมือนตอนเราออกจาก BKK)
- หลังจากนั้นให้เพื่อน ๆ ไปรอที่หน้า Gate ของตัวเอง
โดยสามารถดูข้อมูลในจากจอที่สนามบิน ที่ตั๋ว หรือถ้าใครจองผ่าน Trip ก็สามารถดูที่แอพ/อีเมลได้เลย
ไฟลต์นี้บินอีก 3 ชม. โดยเราบิน 7.20 ไปถึง 10.25 ในช่วงที่เราเดินทางมีฝนตกตลอดแต่ไฟลต์ตรงเวลามา ไม่เลทเลย ที่สำคัญแอร์บนเครื่องดูแลดีมาก มีผ้าห่มให้ ใจดี และบริการดีมาก (แม้จะมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษที่สื่อสารกันยากนิดหน่อย แต่โดยรวมคือชอบมาก ๆ )
สำหรับอาหารบนเครื่องไฟลต์กว่างโจว – ชิงเต่า เริ่มมีกลิ่นอายของอาหารจีนมากขึ้น เราเรื่องกินเป็นข้าวผัดกุนเชียง ขิงดอง และผลไม้ สำหรับคะแนนอาหารเราให้ 7/10

ในไฟลต์นี้เครื่องตกหลุมอากาศนานหลายนาทีเพราะฝนตกหนัก แต่กัปตันเก่งมากเอาเครื่องลงได้ตรงเวลาอย่างปลอดภัย ใครที่กำลังจะบินในช่วงนี้ที่อากาศแปรปรวนเยอะ แนะนำให้ทำตามคำแนะนำของกัปตันและแอร์อยู่เสมอ อย่าเดินไปมา รัดเข็มขัดกับที่นั่งอยู่เสมอ
วิธีเดินทางจากสนามบินไปที่พักในตัวเมือง

จากสนามบินนานาชาติชิงเต่าเจียวตง (Qingdao Jiaodong International Airport) ไปตัวเมืองมีตัวเลือกหลัก ๆ ดังนี้
🚇 รถไฟ Airport Express (แนะนำที่สุด)
- ราคาประมาณ 35–50 หยวน
- ใช้เวลาประมาณ 35–45 นาที ถึงสถานีกลางเมือง
- สะดวก ตรงเวลา ไม่ติดรถ เหมาะมากสำหรับมือใหม่
ซึ่งเราเองก็เลือกเดินทางเข้าตัวเมืองไปยังที่พักด้วยวิธีนี้ ราคาประหยัด เดินทางง่าย ด้วยความที่ WeChat มีปัญหาไม่สามารถจ่ายเงินได้ที่ประตูทางเข้า เลยให้เจ้าหน้าที่ช่วยกดที่ตู้และสแกนจ่ายผ่านแอพ WeChat อีกที นอกจากวิธีนี้แล้วการเดินทางจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมืองสามารถทำได้หลายวิธี เพื่อน ๆ สามารถปรับให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเองได้เลย
🚌 รถบัสสนามบิน (Airport Shuttle Bus)
- ราคาประมาณ 20–30 หยวน
- ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจุดหมาย
- มีหลายสาย ครอบคลุมหลายจุดในตัวเมือง เหมาะถ้าที่พักอยู่ใกล้จุดจอด
🚖 แท็กซี่
- ราคาประมาณ 150–200 หยวน
- ใช้เวลาประมาณ 50–70 นาที
- สะดวกถ้ามีสัมภาระเยอะหรือเดินทางเป็นกลุ่ม แต่ควรให้ที่พักเขียนที่อยู่เป็นภาษาจีนไว้ให้ด้วย เพราะคนขับส่วนใหญ่ไม่พูดอังกฤษ
🚗 Didi (แอปเรียกรถ เหมือน Grab)
ต้องโหลดแอป Didi และผูกบัตรหรือ WeChat Pay ไว้ก่อน ราคาใกล้เคียงแท็กซี่หรือถูกกว่าเล็กน้อยสะดวกกว่าเพราะดูราคาได้ล่วงหน้า และไม่ต้องต่อรองราคา
พักที่ โรงแรม Qingdao Yueji Hostel ทั้งหมด 3 คืน
จองผ่าน Trip.com ได้มาในราคา 3,xxx สำหรับ 3 คืน ต้องบอกเลยว่าที่พักที่จีนคือราคาดีมาก ๆ และห้องดี กว้าง สะอาด ที่สำคัญโรงแรมนี้อยู่ใกล้กับ Tsingtao Beer Museum และตลาดกลางคืนที่ถนนไท่ตง เป็นทำเลที่ดีที่อยากแนะนำเลย

ใครที่สนใจไปพักตาม just•roamaround จอง/ดูรายละเอียดที่นี่ได้เลย Qingdao Yueji Hostel แต่หากว่าใครอยากลองดูพักอื่น ๆ ในชิงเต่า สามารถดูเพิ่มได้ที่ https://www.trip.com/t/pbiGPnb8CV2
ที่โรงแรม Qingdao Yueji Hostel ให้คะแนนเต็ม 10 เลย เพราะทั้งพนักงานที่บริการดี มีบริการฝากกระเป๋าได้ฟรี ห้องกว้าง สะอาด ในราคานี้ได้เตียงคิงไซส์ 2 เตียงเลย ถ้ามา 4 คนคือพักได้สบาย ๆ ราคาก็ยิ่งประหยัดไปอีก มีร้านสะดวกซื้อหลายร้านเลย ใครหิวดึกก็หาของกินได้สบาย
เปิดทริปด้วยการไหว้พระที่ Qingdao Zhanshan Temple

หลังเอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรมเราเปิดที่แรกกันที่วัด Qingdao Zhanshan Temple
การเดินทาง: เรียก didi มาลง South Gate ของวัด Qingdao Zhanshan Temple
ค่าใช้จ่าย: ค่าเข้าชมแค่ 10 หยวน สามารถซื้อบัตรที่หน้าวัดกับเจ้าหน้าที่ แนะนำให้เอา Passport ไปด้วยนะ

ตัววัดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ล้อมรอบด้วยภูเขาสามด้านและหันหน้าออกสู่ทะเล อาคารทั้งหมดสร้างด้วยอิฐสีเทา มุงหลังคากระเบื้องดำในสไตล์สถาปัตยกรรมราชวงศ์หมิง แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ลาน โดยแต่ละลานมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้ขอพรทั้งด้านการงาน การเงิน สุขภาพ ความสุขและโชคลาภ

ภายในวัดสวยและสงบมาก ๆ เวลาที่ไปต่างประเทศเราชอบไปไหว้ขอพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนั้น ๆ ก่อนไปเที่ยวที่อื่นเสมอ ซึ่งการตัดสินใจมาวัดแห่งนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังและยังได้เครื่องรางกลับไปฝากคนที่บ้านอีกด้วย ใครที่อยากไหว้พระที่ชิงเต่า just•roamaround แนะนำพิกัดนี้ห้ามพลาด
มาชิงเต่า จะมองผ่านเบียร์ไปได้ยังไง! แวะกินเบียร์ย่าน Tsingtao Beer Museum

การเดินทางจากวัด Qingdao Zhanshan Temple > Tsingtao Beer Museum
นั่งรถเมล์สาย 25 จากป้าย Huayan Lu มาลงป้าย YanAn Lu YanAn Yilu
ค่ารถเมล์: 1 หยวน ตลอดสายแตะผ่านแอพ WeChat ตอนขึ้นได้เลย

ครั้งนี้เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปที่ Tsingtao Beer Museum เพราะเวลาไม่พอ เลยเลือกจิบเบียร์ชิล ๆ รอบ ๆ ย่านนี้ รสชาติดีทุกแก้วที่ไปกดเลย สมชื่อเมืองเบียร์ชื่อดังของจีน ราคาเบียร์ที่นี่ขึ้นลงเหมือนหุ้นตลอดวันแต่ยังจ่ายได้แบบไม่ต้องคิดมาก
ด้วยอากาศที่กำลังเย็นสบาย ดอกซากุระที่บานแจกความสดใสตลอดทางที่เดินผ่าน ทำให้การนั่งมองดูทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนไหวไปอย่างช้า ๆ ทำให้ร่างกายที่เหนื่อยจากการถูกกระตุ้นให้ Productive ตลอด ได้มีเวลาหายใจ อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น คำว่า “คิดถูกมากที่ตัดสินใจออกเดินทางมาที่นี่” ก็เด้งขึ้นมาในหัวทันทีตั้งแต่วันแรกที่ได้สัมผัสความเป็นชิงเต่า
สานฝันวัยเยาว์ ด้วยการไปชมซากุระครั้งแรกที่ Qingdao Zhongshan Park
การเดินทางจาก Tsingtao Beer Museum > Qingdao Zhongshan Park
นั่งรถเมล์สาย 15 จากป้าย DengZhou Lu YanAn ErLu ลงป้าย Zhongshan Gongyuan Wuchang Lu (สวนจงซาน)
ค่ารถเมล์: 1 หยวน

ไฮไลท์ของทริปนี้ก็คือ “การมาชมซากุระ” ซึ่งที่ที่ just•roamaround อยากแนะนำให้คนที่มาเที่ยวชิงเต่าในช่วงเดือนเมษายนก็คือ Qingdao Zhongshan Park
ในช่วงที่ไปเป็นช่วง 4 โมงเย็น มาถึงก็ตกใจกับจำนวนคน บริเวณทางเข้าเป็นจุดที่คนเยอะที่สุดทั้งชาวจีน ชาวต่างชาติ และเหล่าช่างภาพที่พร้อมจะถ่ายภาพให้คุณตลอดเวลา
ในใจคิดว่าวันนี้คงได้เดินเล่นและคงไม่ได้ภาพสวย ๆ แล้วเพราะคนเยอะจริง ๆ เราเลยเลือกที่จะเดินขึ้นไปบนสวนแห่งนี้เรื่อย ๆ แบบไม่ได้ตั้งเป้าอะไร แต่พอยิ่งเดินต่อไปก็รู้สึกเซอร์ไพรส์มาก เพราะข้างบนมีมุมสวย ๆ เยอะมาก และต้นซากุระที่กำลังบานด้านบนก็สวยไม่แพ้กับด้านล่างหน้าทางเข้าเลย
แต่ดีกว่าตรงที่แทบไม่มีคนเลย ใครที่อยากได้มุมสวยที่สงบ แม้ไม่ใช่มุมมหาชลแต่จุดนี้ช่วยให้เราได้ดื่มดำกับบรรยากศและความสวยงามอย่างเต็มตา เต็มหัวใจ

อีกจุดที่อยากให้คนที่กำลังไปเที่ยวสวนจงซาน ชิงเต่า คือ “คาเฟ่กลางป่า VILYA03 Weiya No.3 (Linyin Book House Shop)” เป็นอีกพิกัดที่ทำให้ใจรู้สึกอุ่นขึ้นมา แม้มือจะเริ่มชาเพราะอากาศที่เย็นลงเรื่อย ๆ
แต่เรามันคนไทยแท้เข้าไปก็ดันสั่งคาปูชิโน่เย็นทั้งที่ข้างนอกเย็นระดับ 4 องศา ที่ร้านนี้เป็นจุดแวะพักที่ดีเลย กาแฟรสชาติดี บาริสต้าเฟรนด์ลี่มาก ชอบมากที่แต่งร้านด้วยหนังสือบวกกับวิวข้างนอกเป็นต้นไม้สูง ทำให้เหมือนได้หลุดไปอยู่ในนิยายสักเรื่องที่ธรรมดาแต่แสนพิเศษ

เดินตลาดกลางคืนที่ถนนไท่ตง
การเดินทางจาก Qingdao Zhongshan Park > Taidong YiLu
ขึ้นรถเมล์สาย 11 จาก Dongwuyuan Beimen มาลงป้าย Taidong YiLu (หรือขึ้นรถเมล์สาย 3, 36 จาก Dongwuyuan Beimen มาลงป้าย Weihai Lu)
ค่ารถเมล์: 1 หยวน

ปิดท้ายเที่ยวชิงเต่าวันแรกด้วยการกิน Street Food ที่ ตลาดกลางคืนถนนไท่ตง เมืองชิงเต่าขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของอาหารทะเล และคนชอบอาหารทะเลแบบเราก็ไม่พลาด เห็นร้านทะเลดองก็จัดมาลองหลายอย่าง รวมถึงปลาดาวด้วย ซึ่งต้องบอกก่อนว่าที่นี่เขากินกันเป็นปกติเลยเพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่เราก็ต้องขอลองหน่อย รสชาติดีกว่าที่คิดไว้มาก แต่ใด ๆ สิ่งที่ครองใจที่สุดในตลาดแห่งนี้ก็คือร้าน HEY TEA อร่อยแบบกินได้ทุกวัน ใครไปตลาดไท่ตงก็ไปตามกันได้
เที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง | Day 02
เก็บบรรยากาศตอนเช้าที่ Qingdao Zhongshan Park
การเดินทางจากโรงแรม Qingdao Yueji Hostel > Qingdao Zhongshan Park
นั่งรถเมล์สาย 15 จากป้าย Dengzhou Lu มาลงป้าย Zhongshan Gongyuan Wuchang
ค่ารถเมล์: 1 หยวน

เข้าวันที่ 2 เราเริ่มต้นวันด้วยการมาเดินเล่นที่ Qingdao Zhongshan Park ตั้งแต่ 7 โมงเช้า โดยที่เรานั่งบัสมาลงที่ป้าย Zhongshan Gongyuan Wuchang เป็นอีกฝั่งจากที่ไปเมื่อวาน
เป็นการตัดสินใจที่ดีสุดในทริปนี้ที่เลือกมาสวน Qingdao Zhongshan Park ตั้งแต่เช้า เพราะอากาศดีมาก คนท้องถิ่นมาออกกำลังกาย เดินเล่น ช่วยทำให้ไวบ์ของที่สวนดูมีชีวิตชีวาขึ้นไปอีก
โดยเส้นทางขึ้นเขาเดินง่ายมาก ใครที่อยากชมวิวชิงเต่าแบบพาโนรามา just•roamaround ขอแนะนำให้มาเส้นนี้ในช่วงเช้า แต่สำหรับใครที่ไม่อยากเดิน แนะนำให้นั่งกระเช้า Cableway Zhongshan Park Station ขึ้นมาดูวิวข้างบนได้เลย

ที่สำคัญใครที่อยากถ่ายรูปกับซากุระแบบไม่ติดคนเยอะ ช่วงเช้าเป็นเวลาทองเลยเพราะอากาศดี ฟ้าสวย คนไม่เยอะ ได้ทั้งรูปและได้ชมความสวยงามของสวนอย่างเต็มที่

Lonely Tree แห่งชิงเต่า และเดินเล่นที่ Qinyu Road
ขึ้นรถเมล์สาย 219 จากป้าย Jiayuguan lu มาลง HuiQuan Guangchang
ค่ารถเมล์: 1 หยวน

ย่านนี้ติดชายฝั่งบรรยากาศเงียบสงบสามารถ เดินริมทะเลไป Lonely Tree จุดถ่ายรูปยอดฮิตได้

หลังจากเดินเล่น อิ่มกับบรรยากาศของชายฝั่งที่ย่าน Huiquan แล้ว เรามากินมื้อกลางวันและเติมของหวานที่คาเฟ่ Mowen Momento Cafe & Bar เป็นอีกพิกัดที่อยากแนะนำ พนักงานบริการดี อาหารอร่อย และวิวสวยมาก

Gongqijun Comic Street สตรีทอาร์ตสุดฮิตที่ชิงเต่า
ใครที่ไม่ชอบความวุ่นวายอาจจะข้ามพิกัดนี้ไปได้ เพราะทั้งคนทั้งรถเยอะมาก ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสตรีทอาร์ตตลอดทางน่ารักทุกจุด แต่ก็แอบจะถ่ายรูปอยากเพราะต้องคอนหลบรถและหลบคน เราเลยใช้เวลากับจุดนี้ไม่นานมากเท่าไหร่



เดินขึ้นเขาช่วงเย็น ชมวิวชิงเต่าที่ Signal Mountain Park
จาก Gongqijun Comic Street เราเลือกเดินต่อไปที่ Signal Mountain Park เพื่อขึ้นหอคอย Signal Hill ระยะทางไม่ได้ไกลมากแค่ประมาณ 300 – 500 เมตร ก็จะถึงทางเข้า Signal Mountain Park

ทางเดินขึ้นค่อนข้างชัน สำหรับใครที่ขาไม่ดีไม่แนะนำเท่าไหร่นะ เพราะเราเองก็หอบอยู่เหมือนกันกว่าจะขึ้นมาถึงหอคอย Signal Hill แต่ใด ๆ คือคุ้มมากเพราะจุดนี้เป็นอีกจุดที่วิวสวย แสงตอนเย็นทำให้ทุกอย่างโรแมนติกขึ้นอีก 10 เท่า ข้อควรระวังของการมาเที่ยวที่ Signal Mountain Park ในช่วงเย็นคือลมเย็นมากจนทำให้มือชา หน้าชา เยอะเหมือนกัน ใครจะมาเตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาเพิ่มได้เลย ข้างบนมีทั้งคาแฟ่และร้านอาหารใครหิวก็แวะได้เลย ราคากลาง ๆ รสชาติดี

เที่ยว St. Michael’s Cathedral และเดินเล่นถนน Zhongshan Road
เรียก Didi ไป St. Michael’s Cathedral
อีกพิกัดที่มาชิงเต่าต้องมาก็คือโบสถ์ St. Michael’s Cathedral
โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1934 โดยมิชชันนารีชาวเยอรมัน ออกแบบในสไตล์โกธิกแบบเยอรมันที่โดดเด่นด้วยหอคอยแฝดสูงถึง 56 เมตร ยอดแหลมทั้งสองข้างชี้ขึ้นฟ้าจนเห็นได้แต่ไกล กลายเป็น landmark สำคัญและสัญลักษณ์ของเมืองชิงเต่าที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแวะถ่ายรูป
💡 Tip: ช่วงเย็น ๆ แสงทองตกกระทบตัวโบสถ์ได้มุมสวยมาก แนะนำให้จัดเวลามาถ่ายรูปช่วง golden hour จะได้ภาพสวยที่สุดแต่อากาศก็หนาวเอาเรื่องเช่นกัน


เดินเล่นต่อที่ถนน Zhongshan Road
หลังจากเดินชมโบสถ์แล้ว แนะนำให้เดินต่อไปที่ ถนน Zhongshan Road (中山路) ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ถนนสายนี้ถือเป็นย่านเก่าแก่ที่สุดและมีชีวิตชีวาที่สุดของชิงเต่า เรียงรายไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี สลับกับร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่เก๋ ๆ ที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน บรรยากาศที่นี่จะให้ฟีลเหมือนเดินอยู่ในยุโรปแต่แวดล้อมด้วยป้ายภาษาจีน มิกซ์กันได้อย่างลงตัวมาก!

กินข้าวเย็นร้าน 1937 Qingdao The Old Taste Sea
ปิดท้ายวันด้วยมื้อเย็นที่ร้าน 1937 Qingdao The Old Taste Sea (1937 青岛老味道) ร้านอาหารสไตล์ชิงเต่าดั้งเดิมที่ เชี่ยวชาญด้านอาหารบ้านแบบซานตงและอาหารทะเลสด บรรยากาศในร้านตกแต่งย้อนยุคให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในยุค 1930s ราคาต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 60–80 หยวน ถือว่าคุ้มมากสำหรับอาหารทะเลสดคุณภาพดี
💡 Tip: อาหารที่นี่จานใหญ่มาก ๆ ใครจะสั่งเยอะอาจต้องยั้งมือ ไม่งั้นได้ห่อกลับแบบเรา

เที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง | Day 03
เที่ยวหมู่บ้านชาวประมง Shazikou
การเดินทาง: ขึ้นรถไฟ Line 4 ไปลง Shazikou (Exit C)
ค่ารถไฟฟ้า: 5 หยวน

Shazikou (ชาซีโข่ว) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองชิงเต่าในเขตเขาเล่าซาน บรรยากาศที่นี่ต่างออกไปจากตัวเมืองโดยสิ้นเชิง เงียบสงบ เป็นธรรมชาติ และยังคงวิถีชีวิตชาวประมงดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน หลายคนเปรียบว่าที่นี่คือ “Amalfi Coast เวอร์ชั่นจีน”
เพราะบนหน้าผากเหนือชายฝั่งเต็มไปด้วยบ้านสีสันหลากหลายเรียงซ้อนกัน นกนางนวลไซบีเรียบินวนเหนือชายหาด ฟ้าสีครามและคลื่นซัดชายหาดต่อเนื่อง บรรยากาศราวกับฉากในอนิเมชั่นเรื่อง Luca

ไปต่อกันที่ China Sculpture Yard Qingdao Sculpture Park
การเดินทาง: รถเมล์สาย 37 (รถวิ่งเลียบชายฝั่งทะเล) ขึ้นรถเมล์จากป้าย Laoshan Zhilu Jiushui
Donglu มาลงป้าย Haiqing lu
ค่ารถเมย์: 1 หยวน
สวนประติมากรรมชิงเต่าตั้งอยู่ในเขตเล่าซาน ริมถนน Donghai Lu ทอดตัวลงไปสู่ชายหาด สลับระหว่างหาดทรายและโขดหินริมทะเล บรรยากาศที่นี่เหมือนได้เดินอยู่กลางแกลเลอรีกลางแจ้งที่ไม่มีกำแพง หลังจากเดินเล่น แนะนำให้ลองแวะพักที่คาเฟ่ Dotcom ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ขึ้นชื่อเรื่องวิวทะเลที่นั่งแล้วชิลล์มาก
Haizhilian Park พิกัดวิวชิงช้าสวรรค์สุดฮิตในชิงเต่า
การเดินทาง: นั่งรถเมล์ 317 จาก Donghai Donglu Haichuan lu มาลงป้าย Donghai Donglu HaiYou Lu
ค่ารถเมย์: 1 หยวน
Haizhilian Park อีกหนึ่งพิกัดที่ต้องมาเก็บ เมื่อเดินเข้ามาในสวน สิ่งแรกที่จะสัมผัสได้คือความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่น ไฮไลท์ที่นี่ไม่ได้มีแค่ทิวทัศน์สวย ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตของคนท้องถิ่นด้วย ภาพความน่ารักของบรรดาเจ้าตูบสี่ขาที่เจ้าของพาออกมาวิ่งเล่นกันเต็มสนามหญ้า บรรยากาศดูเป็นกันเองและเต็มไปด้วยพลังบวก
ใครที่ชอบถ่ายรูปแนวไลฟ์สไตล์ หรืออยากมานั่งรับลมทะเลดูพระอาทิตย์ตกดินพร้อมวิวชิงช้าสวรรค์ที่สวยสะกดตา ต้องปักหมุดที่นี่ไว้ในทริปชิงเต่าของคุณเลย!


No.3 bathing beach หาดไซเบอร์พังค์
การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดิน Line 2 ไปลงสถานี Huiquan Square แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที
ค่ารถไฟฟ้า: 3 หยวน

เราแวะมาปิดท้ายของทริปกันที่ No.3 Bathing Beach (第三海水浴场) อีกหนึ่งชายหาดยอดนิยมของชิงเต่า ที่หลายคนเรียกว่า “หาดไซเบอร์พังค์” เพราะเมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า อาคารสูงริมชายหาดจะทยอยเปิดไฟเรียงราย ตัดกับทะเลสีเข้มและท้องฟ้ายามเย็น กลายเป็นวิวที่ทั้งทันสมัยและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน

ถ้าใครชอบถ่ายรูป ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 30–45 นาที คือเวลาที่สวยที่สุด ทั้งแสง สี และเงาของเมืองกำลังลงตัว ได้ทั้งภาพวิวทะเล ภาพตึก และภาพเมืองในเฟรมเดียว ถือเป็นอีกมุมที่เราอยากแนะนำให้เก็บไว้ในแพลนเที่ยวชิงเต่า แต่ใครขี้หนาวแนะนำให้พกเสื้อกันหนาวไปเพิ่มเพราะอากาศใกล้ทะเลจะเย็นลงมาก
เที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง | Day 04
เดินทางกลับสนามบินนานาชาติชิงเต่า เจียวตง
เรามีไฟลต์ 7 โมงเช้า ทำให้ต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่ตี 4 เราเลือก จอง Didi ล่วงหน้าตั้งแต่คืนก่อน ผ่านแอป ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะเรียกรถไม่ทันในช่วงเช้ามืด พอถึงเวลาคนขับก็มารอรับตรงหน้าโรงแรมตามเวลา สะดวกมาก ๆ โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีไฟลต์เช้าหรือเดินทางพร้อมกระเป๋าเดินทางหลายใบ
ระหว่างทางไปสนามบินถนนค่อนข้างโล่ง ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสนามบิน Qingdao Jiaodong International Airport แบบสบาย ๆ มีเวลาเช็กอินและผ่านขั้นตอนต่าง ๆ โดยไม่ต้องเร่งรีบ
💡 Tip จาก just•roamaround: หากมีไฟลต์ช่วงเช้ามาก แนะนำให้จอง Didi ล่วงหน้าไว้ตั้งแต่คืนก่อน จะช่วยลดความกังวลได้เยอะ เพราะไม่ต้องเสี่ยงรอรถหรือกลัวไม่มีคนขับรับงานในช่วงตี 3–ตี 4 อีกทั้งค่ารถก็ไม่แพงมากเกินไป เราจองได้ราคาประมาณ 700 บาทไทย
ไปเที่ยวชิงเต่า เดือนไหนดี?
เที่ยวชิงเต่า เดือนไหนดี? จริง ๆ แล้วชิงเต่าสามารถเที่ยวได้เกือบทั้งปี แต่แต่ละฤดูก็ให้บรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป
🌸 มีนาคม – เมษายน (ฤดูใบไม้ผลิ)
ช่วงที่เราไปคือกลางเดือนเมษายน อากาศประมาณ 5–18 องศา กำลังเย็นสบาย ดอกซากุระบานทั่วเมือง ถือเป็นช่วงที่สวยที่สุดของปี เหมาะกับคนที่ชอบอากาศเย็นและการเดินเที่ยว
☀️ พฤษภาคม – สิงหาคม (ฤดูร้อน)
อากาศอุ่นขึ้น อยู่ประมาณ 20–30 องศา เหมาะกับการเที่ยวทะเล เล่นน้ำ และเดินเล่นริมชายหาด เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ
🍁 กันยายน – พฤศจิกายน (ฤดูใบไม้ร่วง)
อากาศเย็นกำลังดี ท้องฟ้าใส นักท่องเที่ยวเริ่มน้อยลง ถือเป็นอีกช่วงที่น่าเที่ยวมาก ๆ สำหรับคนที่ชอบบรรยากาศสงบ
❄️ ธันวาคม – กุมภาพันธ์ (ฤดูหนาว)
อากาศค่อนข้างหนาว อุณหภูมิบางวันต่ำกว่า 0 องศา คนเที่ยวไม่เยอะ เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสเมืองชิงเต่าในอีกบรรยากาศหนึ่ง
💡 สำหรับ just•roamaround ถ้าให้เลือกอีกครั้ง ก็ยังเลือก “กลางเดือนเมษายน” เหมือนเดิม เพราะได้ทั้งซากุระ อากาศเย็น และแสงสวย เหมาะกับการเดินเที่ยวที่สุด
ก่อนไปชิงเต่า เตรียมตัวอย่างไร?
แม้ว่าชิงเต่าจะเป็นเมืองที่เดินทางง่าย แต่ก็มีเรื่องเล็ก ๆ ที่ควรเตรียมไว้ก่อนออกเดินทาง เพื่อให้เที่ยวได้แบบไม่มีสะดุด
1. เตรียมแอปที่จำเป็น
แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปเหล่านี้ไว้ก่อนเดินทาง
- WeChat สำหรับจ่ายเงิน
- Alipay เป็นอีกตัวเลือกสำหรับการชำระเงิน
- Didi สำหรับเรียกรถ
- Amap (Gaode Map) หรือ Baidu Map ใช้นำทางในจีนได้แม่นยำกว่า Google Maps
- Trip.com สำหรับเช็กเที่ยวบิน โรงแรม และตั๋วรถไฟ
2. เตรียมอินเทอร์เน็ตให้พร้อม
แนะนำให้ซื้อ eSIM หรือ SIM ที่สามารถใช้งาน Google, Facebook, Instagram และ Line ได้เลย จะช่วยให้ไม่ต้องเปิด VPN เพิ่ม และใช้งานได้สะดวกกว่า
3. พกเสื้อกันลมไว้เสมอ
แม้ช่วงกลางวันแดดจะออก แต่อากาศริมทะเลของชิงเต่าค่อนข้างเย็น โดยเฉพาะช่วงเย็นและกลางคืน ลมแรงกว่าที่คิด การมีเสื้อกันลมติดตัวไว้จะช่วยให้เที่ยวได้สบายขึ้นมาก
4. เตรียมพาสปอร์ตติดตัวเวลาเข้าชมสถานที่
สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง รวมถึงโรงแรมหลายแห่ง อาจมีการขอตรวจพาสปอร์ต ควรพกติดตัวหรือมีรูปถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์เสมอ
5. อย่ากลัวการขึ้นรถเมล์
ก่อนมาเราก็แอบกังวลเหมือนกัน แต่พอได้ลองจริง ๆ กลับรู้สึกว่าระบบขนส่งของชิงเต่าสะดวกมาก รถเมล์ตรงเวลา ค่าโดยสารถูก ส่วนใหญ่เพียง 1 หยวนเท่านั้น ทำให้ประหยัดค่าเดินทางได้เยอะมากตลอดทั้งทริป
หลังจากใช้เวลา 4 วัน 3 คืน อยู่กับเมืองนี้ สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นจังหวะชีวิตของผู้คนที่ดูไม่เร่งรีบ เมืองริมทะเลที่สะอาด ต้นไม้ใหญ่ที่เรียงรายตลอดถนน อาหารทะเลสด เบียร์อร่อย และผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
หากใครกำลังมองหาเมืองในจีนที่เดินทางไม่ยาก ค่าใช้จ่ายไม่แรง มีทั้งธรรมชาติ สถาปัตยกรรม คาเฟ่ และทะเลอยู่ในเมืองเดียว ชิงเต่าคืออีกหนึ่งจุดหมายที่เราอยากแนะนำมาก ๆ
หวังว่าแพลนเที่ยวชิงเต่า ด้วยตัวเอง 4 วัน 3 คืน ฉบับนี้ จะช่วยให้เพื่อน ๆ วางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น แล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองชายฝั่งแห่งนี้ด้วยตัวเองสักครั้ง รับรองว่าจะเข้าใจว่าทำไม just•roamaround ถึงอยากกลับมาที่นี่อีกครั้งแน่นอน
